จิตบำบัดคืออะไร ในเมืองไทยมีแนวทางแบบไหนบ้าง

6 ธันวาคม 2566

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพจิตหรือสนใจเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพจิต คงเคยได้ยินคำว่า จิตบำบัด (Psychotherapy) กันอยู่บ้าง โดยการทำจิตบำบัดคือ การบำบัดจิตใจ หรือ การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาในด้านอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม ความสัมพันธ์ ความคิด ทัศนคติในการมองโลก และความทุกข์ทรมานทางจิตใจอื่น ๆ ที่เป็นอยู่อย่างเรื้อรัง ซึ่งเป้าหมายของจิตบำบัดโดยทั่วไปคือให้ผู้ป่วยเรียนรู้ และทำความเข้าใจในตนเอง เปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และความรู้สึกอันเป็นอุปสรรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วย หลายครั้งแพทย์ได้จัดให้มีการทำจิตบำบัดพร้อม ๆ กับการรักษาร่วมกับยาทางจิตเวช หรือบางครั้งอาจใช้การทำจิตบำบัดเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้การทำจิตบำบัดมีมากมายหลายแบบ ซึ่งแต่ละคนและอาการที่มีแตกต่างกันไปอาจตอบสนองต่อการทำจิตบำบัดแต่ละรูปแบบแตกต่างกันไป โดยวันนี้ Hanky House มีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจิตบำบัดมาฝากคุณผู้อ่านเพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลจิตใจตนเองมาฝากกัน 

  1. 1. Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือ การบำบัดปรับเปลี่ยนความคิดละพฤติกรรม ที่ผสมผสานระหว่างเทคนิคการปรับความคิดและพฤติกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้รักษาจะชี้แนะให้ผู้ป่วยเข้าใจรูปแบบความคิดของตนเองรวมถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติ โต้แย้งความคิดที่ผิดปกติ และอาจมีการบ้านให้ฝึกทำเพื่อให้ผู้ป่วยประเมินความคิดและพฤติกรรมของตนเองจนสามารถประเมินความคิดที่ผิดปกติด้วยตนเองได้ ซึ่งโรคทางจิตเวชส่วนใหญ่จะพบลักษณะของความคิดที่บิดเบือนไปบางประการ ซึ่งหากผู้ป่วยสามารถประเมิน ความคิดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรืออยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ อาการเกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วยจะดีขึ้น ซึ่งแพทย์และนักจิตวิทยาหลายคนในโรงพยาบาลมักใช้แนวทางนี้เป็นหลักในการดูแลผู้ป่วย วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และอาการที่เกิดจากความคิดอื่นผู้ที่ไม่มีอาการทางประสาท เช่นประสาทหลอนหรือหลงผิด (non-psychotic) มีอาการไม่ถึงขั้นโรคอารมณ์สองขั้ว (non-bipolar) และสามารถทำกิจกรรมการบ้านต่าง ๆ ได้  


  1. 2. จิตบำบัดครอบครัว (Family
    therapy) การทำจิตบำบัดที่เน้นปรับปรุงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เหมาะกับการช่วยเหลือปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก หรือระหว่างคู่สมรส ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาพฤติกรรมเด็ก เป็นต้น ซึ่งกระบวนการบำบัดจะใช้การพูดคุยเชิงลึก เน้นค้นหาและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคน ค้นความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน สำรวจปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารที่มีต่อกันภายในครอบครัว รวมถึงประสบการณ์ที่สมาชิกแต่ละคนเคยประสบมาในอดีตที่อาจมีผลต่อการสัมพันธ์กับผู้อื่นในปัจจุบัน จากนั้นครอบครัวจะต้องตั้งเป้าหมายในการบำบัดร่วมกัน และทำงานร่วมกันต่อไปจนบรรลุผลการรักษา โดยการบำบัดแบบครอบครัวสามารถรับบริการได้ที่แผนกจิตเวชในโรงพยาบาลและนักจิตบำบัดครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญได้

  2. 3. ศิลปะบำบัด (Art therapy) คือ การใช้ศิลปะเพื่อเยียวยาปัญหาทางจิตใจและอาจรวมไปถึงร่างกายด้วยหากอาการนั้นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาทางอารมณ์และสุขภาพจิต โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงออกผ่านศิลปะอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกับการนำแนวคิดทางจิตวิทยาเข้ามาทำการบำบัดร่วมด้วยซึ่งกระบวนการทำศิลปะบำบัดก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไปแล้วแต่เป้าหมายเช่น เพื่อการผ่อนคลายและบำบัดความเครียด บำบัดโรคซึมเศร้า ดูแลบำบัดเด็กที่ผ่านประสบการณ์เลวร้าย บรรเทาความเจ็บปวดทางกาย ช่วยให้เกิดความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึก นำไปสู่การเติบโตทางความคิดและกระบวนการพัฒนาภายในตนเองของผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งนักศิลปะบำบัดจะอำนวยให้ผู้รับการบำบัดได้สร้างสรรค์ผลงานโดยไม่คำนึงถึงความงามหรือหลักเกณฑ์แบบศิลปศาสตร์ แต่เน้นไปยังการเข้าถึงอารมณ์ ความคิดมากกว่า และในประเทศไทยมีนักศิลปะบำบัดหลายท่านที่เปิดให้การบำบัดแบบอิสระ นอกจากนี้ในหลายโรงพยาบาลในไทยก็ใช้นักศิลปะบำบัดเข้ามาดูแลร่วมกับแพทย์ด้วย
     

    4. การทำจิตบำบัด โดยใช้  Satir Model คือการทำจิตบำบัดที่แพทย์หรือนักจิตบำบัดจะใช้ Satir model เข้ามาใช้ทำความเข้าใจและเป็นแนวทางในการดูแลปัญหาของผู้ป่วย ซึ่งโมเดลนี้จะอธิบายจิตใจมนุษย์โดยใช้รูปภูเขาน้ำแข็งเป็นตัวแทนของจิตใจ โดยแก่นของโมเดลนี้อธิบายว่าปัญหาเรื่องความเชื่อของคนเรานั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์เพราะมนุษย์นั้นจะใช้ชีวิตไปตามความเชื่อของตน เช่น ผู้ป่วยเชื่อว่าตนเองเป็นคนไร้คุณค่าไม่มีใครต้องการ ชีวิตไม่มี ความหมาย ไม่มีความหวังอีกแล้ว ก็จะทำให้ซึมเศร้า หรืออาจทำลายชีวิตตัวเองได้ อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้เสมอ และมีความเป็น ไปได้อย่างไม่สิ้นสุดในการจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง ดังนั้นผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดจะตั้งเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในภูเขาน้ำแข็งนั้นร่วมกันและใช้กระบวนการบำบัดจนนำไปสู่เป้าหมายนั้นในที่สุด ปกติแล้วแพทย์จะใช้โมเดลนี้ร่วมกับกระบวนการบำบัดรักษาแบบอื่น ๆ โดยจะต้องมีการประเมินและหาแนวทางที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละคน  




แม้จะต้องอาศัยแพทย์และผู้ช่วยชาญในใน
การทำกระบวนการจิตบำบัด แต่ส่วนมากแล้วผู้ที่มีมีผลต่อการให้คำปรึกษาที่มากที่สุดคือผู้ป่วยเอง โดยเปลี่ยนแปลงอาจสามารถเกิดขึ้นได้เพียงการพบ กันไม่กี่ครั้ง หรือ เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือความตรงไปตรงมาต่อตนเองตลอดทั้งกระบวนการ รวมถึงยอมรับว่าตนมีปัญหา ต้องการที่จะรับการรักษาและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
 


นอกจากการทำจิตบำบัดแล้วการดูแลตนเองให้มีสุขภาพจิตที่ดี อารมณ์ดี ไม่ว่าจะมีความผิดปกติทางจิตหรือไม่นั้นเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ การใช้กลิ่นเพื่อการดูแลจิตใจถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้ ที่ Hanky House มีผลิตภัณฑ์ อโรมา (Aroma) มากมายให้คุณเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหอมระเหย ก้านไม้หอม เครื่องกระจายกลิ่น และผลิตภัณฑ์ปรับอากาศในห้องเพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมาะแก่ภารกิจในชีวิตประจำวันของคุณ โดยสามารถชมสินค้าได้ที่ Hanky House : Aroma

การรักษาจิตใจตนเองด้วยการทำจิตบำบัดนั้นอาจทำร่วมกับการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ อย่างไรก็ตามเราจะต้องเข้าใจว่าตนเองนั้นคือบุคคลหลักที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาพจิตของตนเอง แพทย์และนักจิตบำบัดคือผู้ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ ร่วมวางแผนและชี้แนะเท่านั้น โดยเราจะต้องดูแลตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก ให้ความร่วมมือและตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และผู้ให้การบำบัดอย่างครบถ้วน เพียงเท่านี้ปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์ของเราย่อมดีขึ้นได้อย่างแน่นอน