
เติบโตผ่านความขัดแย้ง
ความขัดแย้ง (conflict) มีประโยชน์มากกว่าที่คิด สำหรับมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถึงแม้จะชวนให้อึดอัดใจจนหลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและขัดแย้งกับคนอื่น ๆ แต่ก็มีความขัดแย้งบางอย่างที่สามารถนำเราและคนอื่น ๆ ก้าวไปสู่การเติบโต และกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้
สิ่งสำคัญของการเติบโตผ่านความขัดแย้งคือ การทำความเข้าใจตัวเราและผู้อื่น เข้าใจสาเหตุของความขัดแย้ง พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะยอมรับผลของสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งรู้จักวิธีการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นเราต้องลองสำรวจก่อนว่า ความขัดแย้งระหว่างเรากับผู้อื่นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
1.ความแตกต่างในการรับรู้ (Perception Differences) เพราะคนเราแปลความหมายเหตุการณ์ และสารบางอย่างแตกต่างจากเรา สิ่งที่เป็นยาสำหรับเรา สำหรับผู้อื่นอาจจะเป็นพิษร้ายก็ได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความแตกต่างของประสบการณ์ชีวิตในอดีต ความเชื่อ และสภาวะทางอารมณ์ ดังนั้นการทำความเข้าใจว่าคนอื่นอาจจะมองเรื่องเดียวกันนี้แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิงก็ได้
2.การถูกกระตุ้นทางอารมณ์ (Emotional trigger) ความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขในอดีต อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น บางคนอาจจะรู้สึกว่าการที่เราให้คำแนะนำนั้น เป็นการดูถูกเขาอยู่ เพราะตัวเขาอาจจะเคยประสบการณ์หรือกำลังกังวลเรื่องคุณค่าและความสามารถของตนเองอยู่แล้ว และอาจจะเคยถูกทำให้เสียความมั่นใจในเรื่องที่เรากำลังแนะนำอยู่ จึงตอบสนองด้วยความรู้สึกด้านลบกลับมา เป็นต้น
3.ความต้องการแข่งขัน (Competing Needs) อีกฝ่ายอาจจะมองว่าเราเป็นคู่แข่ง (หรือเราอาจจะมองเขาเป็นคู่แข่ง) ดังนั้นจึงมักจะรู้สึกว่าถูกคุกคามหากตัวตน อำนาจ ความรู้สึกมั่นคงของพวกเขาถูกสั่นคลอนจากฝ่ายตรงข้าม
4.อคติ (Cognitive biases) คนเรามักมองหาสิ่งที่จะคอนเฟิร์มความเชื่อของตัวเอง อาจเป็นไปได้ว่าเรากำลังอคติมากเกินไป หรืออีกฝ่ายอาจอคติกับเรา โดยมีพื้นฐานคือความรู้สึกด้านลบต่อกันและกันอยู่แล้ว
5.การสื่อสารผิดพลาด (Communication Breakdown) เกิดการเข้าใจผิดในการสื่อสาร สื่อสารไม่ชัดเจน หรือนำอารมณ์เข้ามาใช้ในการสื่อสารทำให้การสนทนาโฟกัสไปที่อารมณ์มากกว่าสิ่งที่เป็นแก่นสารจริง ๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ยิ่งหากเป็นคนที่เข้ากันไม่ได้ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะตีความสารในทางลบมากขึ้น
แทนที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพื่อรักษาความสงบ การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างเหมาะสมในบางกรณีอาจจะนำไปสู่การเติบโตและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา(Problem solving skills) ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าอกเข้าใจคนอื่น หากเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็จะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงเก็บซ่อนความไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย อาจจะนำไปสู่ความไม่พอใจลึก ๆ พูดคุยกันแบบแบ่งรับแบ่งสู้ และนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในระยะยาวได้
การจัดการความขัดแย้งอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสียในความสัมพันธ์ โดยควรคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้อย่างรอบคอบ
1.พูดคุยด้วยความสงบ และควบคุมอารมณ์ให้ดี หากคุณรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิด ควรหยุดพัก สูดลมหายใจลึก ๆ และปรับจิตใจให้สงบก่อนที่จะดำเนินการสนทนาต่อ
2.โฟกัสไปที่ปัญหาไม่ใช่บุคคล ควรให้ความสำคัญกับปัญหาที่ต้องแก้ไข แทนที่จะตำหนิหรือโจมตีบุคคล ทำให้การสนทนามุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และให้ประสิทธิภาพดีที่สุด
3.ฝึกการฟังอย่างตั้งใจ (Active listening) หลายครั้งที่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเพราะแต่ละฝ่ายรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการรับฟัง ควรตั้งใจฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง และทบทวนสิ่งที่ได้ยินเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจอย่างถูกต้อง พร้อมพิจารณาเรื่องของอีกฝ่ายอย่างยุตธรรม
4.หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่กล่าวโทษอีกฝ่าย แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่เคยฟังฉันเลย” ให้พูดว่า “ฉันรู้สึกแย่เหมือนว่าความคิดเห็นของฉันไม่สำคัญพอที่จะถูกรับฟัง” หรือ แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่มีเหตุผลเลย” เปลี่ยนเป็น “ฉันคิดว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นแบบนี้ โดยเหตุผลของฉัน..... ฉันกังวลว่า...” วิธีนี้ช่วยลดความขัดแย้งและทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างสุภาพและให้เกียรติต่อกันและกัน
5.พยายามหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แทนที่จะสนใจแต่ความต้องการของตนเอง พูดคุยกันหาจุดตรงกลาง หาวิธีที่ดีที่สุดจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจพร้อม ๆ กับให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตามเราควรใส่ใจจิตใจและสุขภาพของเราด้วย หากความขัดแย้งนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตจริง ๆ หรือไม่มีความจำเป็นต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายเอาไว้ หากพบว่าสถานการณ์รุนแรง ควรหยุดและถอยออกมา หากพบว่าจำเป็นต้องทำงานหรืออยู่ร่วมกับคนคนนั้น และคนคนนั้นคือคนสำคัญในชีวิตเรา หากสถานการณ์รุนแรงและมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป ควรสื่อสารออกไปตรง ๆ เพื่อขอเวลาหยุดพักให้ใจเย็นลงก่อน
นอกจากนี้ควรฝึก Mindfulness หรือการฝึกสติ เพื่อให้เรารู้เท่าทันตนเอง จัดการตัวเองและควบคุมตัวเองได้ในสถานการณ์ที่ต้องใช้วุฒิภาวะสูง และยังช่วยให้จัดการความเครียดได้อีกด้วย

น้ำมันหอมระเหยชนิดลูกกลิ้งพกพา เยียวยาจิตใจ ช่วยเรียกสติ
ปรับอารมณ์ เพิ่มสมาธิ
ดูแลจิตใจและอารมณ์ของคุณได้ง่า่ย ๆ ทุกที่ เพิมความผ่อนคลาย ทำให้ใจสงบ ลดความกังวล ความเครียด ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็กลับมาเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่เราชอบได้ ไม่มีจำกัด สนใจสินค้าคลิก
Hanky House: Essential oil Roller
อีกทั้งจะต้องคอยดูแลร่างกายให้สุขภาพดี เพราะร่างกายที่อ่อนแอหรือพักผ่อนไม่พอ ก็จะมีแนวโน้มที่จะทำให้อารมณ์ลบเกิดขึ้นได้มากกว่า ความสามารถในการตั้งสติและการจัดการปัญหาก็จะลดลง อย่างไรก็ตามหากพบว่าเราหมกมุ่นครุ่นคิดกับความขัดแย้งมากเกินไป ควรหาวิธีจัดการความคิดวกวนนั้น เช่น เขียนสรุปสถานการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และสร้างสรรค์เพื่อให้เห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้อารมณ์ทางลบครอบงำ และขอความช่วยเหลือ หรือคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ คนที่ไว้ใจ เพื่อหาแนวทางในการจัดการอารมณ์และอาจจะได้มุมมองในสถานการณ์ใหม่ ๆ อีกด้วย
แหล่งอ้างอิง
https://www.psychologytoday.com/us/blog/platonic-love/202305/the-science-of-conflict